นกโรบินอกแดง – เซลมา ลอเกร์เลิฟ

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่พระผู้เป็นเจ้าของเราสร้างโลก เมื่อครั้งที่พระองค์ไม่เพียงแต่สร้างผืนฟ้าและผืนดิน หากแต่ยังทรงสร้างเหล่าสรรพสัตว์และพืชพรรณนานาพร้อมกับประทานนามให้สิ่งที่ทรงสร้างขึ้น
มีเรื่องราวมากมายที่เกี่ยวพันกับช่วงเวลานั้น และหากเรารู้เรื่องดังกล่าวทั้งหมด เราก็คงจะเข้าใจสิ่งต่างๆในโลกนี้ที่ยังเป็นปริศนาอยู่ได้
ณ วันหนึ่งในช่วงเวลานั้น ขณะที่องค์พระผู้เป็นเจ้าประทับอยู่บนสรวงสวรรค์และลงสีให้เหล่านกน้อย สีก็เกิดหมดพอดี และนกโกลด์ฟินช์ก็คงจะไร้ซึ่งสีสันหากพระองค์มิได้ทรงเช็ดปลายพู่กันทั้งหมดลงบนขนของมัน
และนั่นก็คือตอนที่เจ้าลาได้หูยาวๆของมันมา เพราะมันจำชื่อตัวเองไม่ได้ มันก้าวไปตามทุ่งแห่งสรวงสวรรค์ได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ลืมชื่อที่ได้รับเสียสิ้นจนต้องกลับมาถามใหม่ถึงสามหน ในที่สุดพระผู้เป็นเจ้าก็เริ่มจะหมดความอดทนจึงจับหูทั้งสองของมันไว้แล้วตรัสว่า “ชื่อของเจ้าคือลา ลา ลา” พร้อมกันนั้นก็ทรงดึงหูของเจ้าลาให้ยืดออกเพื่อให้มันฟังได้ชัดขึ้นและจดจำสิ่งที่ได้ยินได้
ในวันเดียวกันนั้นเอง ผึ้งก็ถูกลงโทษ
เรื่องก็มีอยู่ว่าทันทีที่ผึ้งถูกสร้างขึ้น มันก็เริ่มสะสมน้ำผึ้ง เหล่าสรรพสัตว์และมนุษย์ต่างได้กลิ่นอันหอมหวานนั้นและอยากที่จะลิ้มลอง แต่ผึ้งกลับต้องการเก็บไว้โดยไม่แบ่งใคร จึงใช้เข็มพิษต่อยทั้งมนุษย์และสัตว์ที่เข้าใกล้รังของมัน พระผู้เป็นเจ้าทรงเห็นการกระทำนั้นและเรียกผึ้งมาลงโทษในทันที
“ข้ามอบพรแห่งการเก็บเกี่ยวน้ำผึ้งอันเป็นสิ่งที่หอมหวานที่สุดในโลกนี้ให้แก่เจ้า” พระองค์ตรัส “แต่ข้ามิได้มอบสิทธิที่จะโหดร้ายกับเพื่อนบ้านให้แก่เจ้า จงจำไว้ว่าเมื่อใดก็ตามที่เจ้าต่อยผู้ที่ต้องการลิ้มรสน้ำผึ้ง เมื่อนั้นเจ้าต้องตาย”
ใช่แล้ว มันยังเป็นเวลาเดียวกับที่จิ้งหรีดตาบอดและมดเสียปีกไปด้วย
ช่างเป็นวันที่มีเรื่องราวแปลกประหลาดเกิดขึ้นมากมายเสียนี่กระไร
พระผู้เป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่และอ่อนโยนทรงประทับอยู่ที่นั่นและสร้างสรรค์สรรพสิ่งตลอดทั้งวัน เมื่อยามเย็นมาถึงพระองค์ก็ทรงสร้างนกสีเทาตัวน้อยๆขึ้นมา “จำไว้ว่าชื่อของเจ้าคือโรบินอกแดง” พระองค์ตรัสกับนกน้อยทันทีที่มันมีชีวิต จากนั้นจึงคลายพระหัตถ์ออกและปล่อยให้มันโบยบินไป
เมื่อเจ้านกน้อยโผบินได้พักใหญ่และได้เห็นบางส่วนของโลกอันสวยงามซึ่งถูกกำหนดให้เป็นที่พักพิงของมันแล้ว มันก็เริ่มอยากรู้ว่าตัวเองหน้าตาเป็นเช่นไร มันสังเกตว่าตัวเองนั้นเป็นสีเทาทั้งตัว และส่วนอกก็เป็นสีเทาเช่นเดียวกับส่วนอื่น เจ้านกโรบินอกแดงเอี้ยวคอไปทางโน้นทางนี้เพื่อดูเงาตัวเองในทะเลสาบใส แต่ก็มองไม่เห็นขนสีแดงแม้แต่เส้นเดียวมันจึงบินกลับไปหาพระผู้เป็นเจ้า
พระผู้เป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่และอ่อนโยนประทับอยู่บนบัลลังก์ พระองค์ทรงคลายพระหัตถ์ออกให้หมู่ผีเสื้อโบยบินขึ้นเหนือพระเศียร เหล่านกพิราบขันคูอยู่บนพระอังสา ดอกกุหลาบ ลิลลี่ และเดซี่ผุดพรายขึ้นจากพื้นดินรายรอบพระวรกาย
หัวใจของนกน้อยเต้นระรัวด้วยความกลัว แต่มันก็ยังบินโฉบเข้าใกล้พระผู้เป็นเจ้าเรื่อยๆจนไปเกาะอยู่บนพระหัตถ์ พระผู้เป็นเจ้าจึงตรัสถามว่าเจ้านกน้อยต้องการสิ่งได้
“ข้าพระองค์มีเรื่องทูลถามเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น” เจ้านกน้อยว่า
“เจ้าอยากรู้เรื่องใดรึ” พระผู้เป็นเจ้าทรงถามกลับ
“เหตุใดข้าพระองค์จึงได้นามว่าอกแดงเล่า ในเมื่อทั่วทั้งตัวเป็นสีเทาไปหมด ตั้งแต่จะงอยปากไปจนถึงปลายหาง เหตุใดข้าพระองค์จึงได้นามว่าอกแดงโดยที่ไม่มีขนสีแดงแม้แต่เส้นเดียว”
นกน้อยจ้องมองพระผู้เป็นเจ้าด้วยดวงตาสีดำคู่เล็กจิ๋วอย่างอ้อนวอนแล้วหันศีรษะไปรอบๆ มันเห็นไก่ฟ้าเป็นสีแดงพร่างพราวด้วยจุดทองไปทั้งตัว เห็นไก่โต้งหงอนแดงก่ำ เห็นนกแก้วคอสีแดงสดใส ไม่ต้องพูดถึงผีเสื้อ นกโกลด์ฟินช์ และกุหลาบเลย  มันอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองต้องการสีแดงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพียงแค่สีสักหยดหนึ่งบนอก เพื่อที่ตัวเองจะได้กลายเป็นนกที่สวยงามเช่นตัวอื่น มิใช่นกที่มีรูปกายผิดชื่อเช่นนี้ “เหตุใดข้าพระองค์จึงได้นามว่าอกแดงทั้งที่เป็นสีเทาไปทั้งตัวเล่า” เจ้านกน้อยถามอีกครั้ง และเฝ้ารอให้พระผู้เป็นเจ้าตอบกลับมาว่า โอ สหายตัวน้อย ข้าลืมแต้มสีแดงที่อกเจ้านั่นเอง ประเดี๋ยวข้าจะแก้ให้
แต่พระผู้เป็นเจ้ากลับทรงยิ้มน้อยๆ แล้วตรัสว่า “ข้าเรียกเจ้าว่านกโรบินอกแดง และโรบินอกแดงก็จะเป็นนามของเจ้าต่อไป ขนนกสีแดงนั้นคือสิ่งที่เจ้าต้องหามาด้วยตัวเอง” และแล้วพระผู้เป็นเจ้าก็ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นเพื่อปล่อยให้นกน้อยบินออกสู่โลกกว้างอีกครั้ง
เจ้านกน้อยบินเข้าไปในสวนสวรรค์พลางครุ่นคิดอย่างหนัก นกน้อยอย่างมันจะทำสิ่งใดให้ตัวเองได้ขนสีแดงมาได้เล่า สิ่งเดียวที่มันคิดออกก็คือการทำรังในพงกุหลาบหนาม  มันสร้างรังกลางพงหนามในพุ่มไม้ทึบด้วยคิดว่าสักวันกลีบกุหลาบพันเข้ากับคอของมันและทำให้มันเป็นสีแดง
เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่านับแต่วันนั้น และมันก็เป็นช่วงเวลาอันแสนสุข มนุษย์ก้าวหน้าไปมากจนเรียนรู้วิธีทำกสิกรรมและล่องเรือไปในทะเลลึก มนุษย์ประดิษฐ์เสื้อผ้าและเครื่องประดับให้ตัวเอง สร้างวิหารอันยิ่งใหญ่และเมืองอันยิ่งยง เช่น ธีบิส โรม และ เยรูซาเลม
และแล้วรุ่งอรุณแห่งวันใหม่ก็มาถึง รุ่งอรุณที่โลกจะต้องจดจำกันไปนานแสนนาน เช้าวันนั้นนกโรบินอกแดงนั่งอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ นอกกำแพงเมืองเยรูซาเลมพลางขับเพลงกล่อมลูกน้อยที่หลับอยู่ในรังจิ๋วกลางกอกุหลาบ
นกโรบินอกแดงเล่าเรื่องอันน่าอัศจรรย์ของวันสร้างโลกและเรื่องที่พระผู้เป็นเจ้าประทานนามให้สิ่งต่างๆ ให้ลูกฟังอย่างที่นกโรบินอกแดงทุกตัวเล่าสืบต่อกันมา นับตั้งแต่นกตัวแรกได้ยินคำของพระผู้เป็นเจ้าและโบยบินออกจากพระหัตถ์ “จงรู้ไว้เถิด” มันจบเรื่องด้วยเสียงอันเศร้าสร้อย “ว่าแม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปี กุหลาบจะผลิบานไม่รู้กี่พันดอก และลูกนกจะฟักออกจากไข่มากมายเพียงใดตั้งแต่วันที่พระเป็นเจ้าสร้างโลก แต่นกโรบินอกแดงก็ยังคงเป็นนกสีเทา เรายังไม่พบหนทางที่จะได้ขนสีแดงนั่นมา”
ลูกนกอ้าจะงอยปากกระจ้อยร่อยออกถามว่า บรรพบุรุษไม่เคยพยายามทำสิ่งอันยิ่งใหญ่เพื่อให้ได้สีแดงอันประเมินค่ามิได้มาเลยหรือ
“เราทำทุกสิ่งที่ทำได้แล้ว” นกน้อยตอบ “แต่ทุกอย่างล้วนผิดพลาด ตั้งแต่วันที่นกโรบินอกแดงตัวแรกพบนกที่เหมือนตัวเอง และตกหลุมรักนกตัวนั้นเข้าอย่างจังเสียจนรู้สึกว่าหน้าอกตัวเองเรื่อเรือง เขาก็คิดว่า อา ข้าเข้าใจแล้ว พระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์ให้ข้ามีความรักอย่างลึกซึ้งเสียจนอกข้ากลายเป็นสีแดงด้วยความอบอุ่นแห่งรักในหัวใจ แต่เขาก็คิดผิด เช่นเดียวกับนกมากมายที่เกิดหลังจากนั้น และพวกเจ้าเองก็เช่นกัน”
ลูกนกพากันร้องจิ๊บๆ อย่างงุนงง และเริ่มคร่ำครวญเมื่อรู้ว่าอกสีเทาหม่นหมองของมันไม่มีวันได้สีแดงมาแต่งแต้มให้งดงามขึ้น
“เราเคยหวังว่าเสียงเพลงจะช่วยได้” พ่อนกทอดเสียงอย่างเศร้าสร้อย “นกโรบินอกแดงตัวแรกร้องเพลงเสียจนอกพองโต มันทำให้เขาตกอยู่ในภวังค์เสียจนเกิดความหวังขึ้น ใช่แล้ว ความเร่าร้อนของเสียงเพลงในใจนี่เองที่จะทำให้อกของข้าเป็นสีแดงฉาน แต่เขาก็คิดผิด เช่นเดียวกับนกมากมายหลังจากนั้น และพวกเจ้าเองก็เช่นกัน” เสียงร้อง “จิ๊บ” อย่างแสนเศร้าหลุดออกมาจากลำคอที่ขนยังขึ้นไม่เต็มของเหล่าลูกนกอีกครั้ง
“เราเคยคิดว่าความกล้าหาญและองอาจคือคำตอบ” เจ้านกว่า “นกโรบินอกแดงตัวแรกสู้กับนกตัวอื่นอย่างกล้าหาญเสียจนอกของเขาโชติช่วงไปด้วยความผยองแห่งชัยชนะ ใช่แล้ว ขนที่อกของข้าจะเป็นสีแดงด้วยความรักในการรบที่เผาไหม้อยู่ในใจข้า  แต่เขาก็คิดผิด เช่นเดียวกับนกมากมายหลังจากนั้น และพวกเจ้าเองก็เช่นกัน” พวกลูกนกพากันส่งเสียงด้วยความกล้าหาญว่ายังจะพยายามเพื่อให้ได้รางวัลที่ทรงค่านั้นต่อไป แต่พ่อนกกลับตอบเสียงเศร้าว่ามันเป็นไปไม่ได้ ใครจะทำได้ในเมื่อบรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่มากมายพลาดไป พวกมันจะทำอะไรได้นอกจากรัก ร้องเพลง และต่อสู้ จะยังมีอะไร—”
นกน้อยหยุดพูดกลางคันเมื่อคนกลุ่มใหญ่เดินขบวนออกมาจากประตูเมืองเยรูซาเลมและตรงขึ้นมายังเนินเขาที่มันทำรังอยู่ ขบวนนั้นมีทั้งอัศวินบนหลังม้าที่แสนองอาจ ทหารถือหอกยาว เพชฌฆาตพร้อมตะปูและค้อนครบมือ มีทั้งผู้พิพากษาและนักบวช เหล่าสตรีร่ำไห้ และเหนือสิ่งอื่นใดก็คือฝูงชนอันบ้าคลั่งที่วิ่งวุ่นไปมาพลางโห่ร้องระงม
เจ้านกสีเทานั่งตัวสั่นอยู่บนขอบรัง มันกลัวเหลือเกินว่าพุ่มกุหลาบน้อยๆ ของมันจะถูกเหยียบย่ำและลูกๆ จะต้องตาย
“ระวังนะ” มันร้องบอกลูกน้อยที่ไร้ทางสู้ “หมอบชิดกันไว้แล้วอย่าส่งเสียง ม้าที่จะย่ำเรามาแล้ว นักรบในรองเท้าส้นเหล็กมาแล้ว คนบ้าทั้งฝูงมากันแล้ว” จู่ๆ เจ้านกก็หยุดร้องเตือนและสงบลง มันเกือบลืมเรื่องอันตรายเบื้องบนไปเสียแล้ว แต่ในที่สุดมันก็กระโดดลงไปในรังแล้วกางปีกป้องลูกน้อยไว้
“โอ ร้ายกาจเกินไปแล้ว” มันว่า “พ่อไม่อยากให้พวกเจ้าเห็นภาพน่าสยดสยองนี้เลย คนนอกรีตสามคนกำลังจะถูกตรึงกางเขน” มันกางปีกบังลูกๆไม่ให้มองเห็นสิ่งใด
ทุกตัวได้ยินแค่เสียงค้อนทุบดังปังๆ ได้ยินเสียงคร่ำครวญและเสียงกรีดร้องของฝูงชน
นกโรบินอกแดงมองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาที่เบิกกว้างอย่างหวาดกลัว มันไม่อาจละสายตาจากผู้เคราะห์ร้ายทั้งสามได้เลย
“มนุษย์นี่ช่างร้ายกาจเสียจริง” เจ้านกร้องขึ้นหลังจากเงียบไปพักหนึ่ง “ตอกตะปูตรึงคนผู้น่าสงสารเหล่านี้ไว้กับไม้กางเขนแล้วยังไม่พอ แต่ยังต้องวางมงกุฎหนามไว้เหนือศีรษะคนหนึ่งในหมู่พวกเขาอีก หนามนั้นบาดลึกเข้าไปที่หน้าผากเขาจนเลือดไหลไม่หยุด” มันว่าต่อ “ทั้งที่ชายผู้นี้ออกจะงดงามยิ่งนัก สายตาของเขาช่างอ่อนโยนเสียจนทุกคนควรจะรักเขาต่างหาก พ่อรู้สึกเหมือนถูกลูกธนูปักเข้ากลางอกเมื่อเห็นเขาต้องทุกข์ทรมานเช่นนี้”
เจ้านกน้อยเริ่มรู้สึกสงสารชายผู้ต้องสวมมงกุฎหนามมากขึ้นทุกที โธ่ หากข้าเป็นเช่นนกอินทรีผู้เป็นญาติล่ะก็ ข้าจะบินขึ้นไปดึงตะปูออกจากมือนั้น และใช้กรงเล็บอันแข็งแกร่งขับไล่ผู้คนที่มาทรมานเขาออกไปให้สิ้น ภาพของเลือดที่หยดจากหน้าผากชายที่ถูกตรึงกางเขนทำให้มันไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ในรังได้อีกต่อไป แม้ข้าจะตัวเล็กและอ่อนแอ ก็ยังสามารถช่วยชายผู้ถูกทรมานนี้ได้บ้าง นกน้อยคิดเช่นนั้นก่อนจะโผบินขึ้นไปในอากาศ และบินวนรอบผู้ถูกตรึงกางเขนรอบใหญ่ มันบินอยู่ห่างๆ หลายต่อหลายรอบด้วยความที่มันเป็นเพียงนกน้อยขี้อายที่ไม่เคยเข้าใกล้มนุษย์มาก่อน แต่มันค่อยๆ รวบรวมความกล้าและบินเข้าไปดึงหนามออกจากหน้าผากของชายที่ถูกตรึงกางเขนด้วยจะงอยปากเล็กจ้อยของมัน เลือดจากใบหน้าของชายผู้ถูกตรึงกางเขนหยดถูกอกมันหยดหนึ่ง และซึมเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว ทำให้ขนบนอกบางๆ นั้นกลายเป็นสีแดงฉาน
ชายผู้ถูกตรึงกางเขนเผยอปากขึ้นกระซิบกับนกน้อย “ความเมตตาของเจ้าในครั้งนี้ทำให้เจ้าได้ในสิ่งที่เผ่าพันธุ์ของเจ้าไขว่คว้ามาตลอดตั้งแต่โลกถูกสร้างขึ้นมาแล้ว”
ทันทีที่เจ้านกน้อยบินกลับถึงรัง ลูกๆ ของมันก็ร้องระงม “ขนที่อกของพ่อเป็นสีแดงแล้ว ขนที่อกของพ่อเป็นสีแดงยิ่งกว่ากุหลาบเสียอีก”
“ก็แค่หยดเลือดจากหน้าผากของชายที่หน้าสงสารคนนั้นเอง” เจ้านกว่า “พอพ่อไปอาบน้ำในสระหรือบ่อน้ำแล้วมันก็จะหายไป”
แต่ไม่ว่าเจ้านกน้อยจะอาบน้ำมากเช่นใด สีแดงก็ยังคงอยู่ และเมื่อลูกๆ ของมันโตขึ้น สีแดงดุจเลือดนั้นก็แดงฉานอยู่บนอกของพวกมันเช่นกัน อย่างที่ยังคงแดงฉานอยู่บนคอและอกของนกโรบินอกแดงทุกตัวตราบจนทุกวันนี้

ทินา แปล
วาสิฏฐี บรรณาธิการต้นฉบับ