ผบ.ตร. เผยคดี น้องชมพู่ ยันมีคนรู้จักพาขึ้นภูเหล็กไฟ ก่อนปล่อยให้เสียชีวิต

ข่าวล่าสุด

วันนี้(2 ต.ค.63)เมื่อเวลา 14.30 น.ที่สโมสรตำรวจ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) พล.ต.ท.ยรรยง เวชโอสถ ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบก.สส.ภ.7 พ.ต.อ.เผด็จ งามละม่อม ผกก.1 บก.สส.บช.น.ร่วมกันแถลงความคืบหน้าคดีการเสียชีวิตของ ด.ญ.อรวรรณ วงศ์ศรีชา หรือ น้องชมพู่ อายุ 3 ขวบ ที่หายไปจากบ้านพัก ก่อนพบเป็นศพบนภูเหล็กไฟ ต.กกตูม อ.ดงหวง จ.มุกดาหาร ว่า คดีนี้ตำรวจได้สอบปากคำบุคคลจำนวน 384 ปาก นำเข้าสำนวน 124 ปาก ผู้เชี่ยวชาญ 13 ปากวัตถุพยาน 154 ชิ้น สำนวนการสอบสวนการ 918 หน้า ยืนยันว่าน้องชมพู่ไม่สามารถเดินขึ้นไปบนภูเหล็กไฟซึ่งเป็นจุดพบศพได้ด้วยตนเอง จะต้องมีใครบางคนที่รู้จักกันไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เป็นผู้พาขึ้นไป โดยผู้ที่พาขึ้นไปจะตั้งใจหรือไม่ก็ตามจะต้องมีความผิดฐาน”พรากเด็กและกักขังหน่วงเหนี่ยว เป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต”และมีความผิดในข้อหา ซ่อนเร้น เคลื่อนย้าย ทำลาย และอำพรางศพ

พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้แม้ตำรวจจะพยายามอย่างเต็มที่ในการสืบสวนสอบสวนตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา แต่ตำรวจยังไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอดำเนินคดีกับใครได้ วันนี้ยังไม่สามารถตอบประชาชนได้ว่าใครเป็นคนร้าย แต่ยืนยันว่าการสืบสวนยังไม่ยุติ คดีนี้มีอายุความ 20 ปี แม้ตามระเบียบ ตร.ภายในปี หากไม่มีพยานหลักฐานดำเนินคดีกับใครได้ ก็ต้องมีการส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ แต่ไม่ใช่เป็นการเลิก การสืบสวนยังดำเนินการต่อไป

“เราเชื่อว่าน้องชมพู่ ไม่ได้เดินขึ้นไปเอง อาจมีใครบางคนที่รู้จักกัน กระทำการใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งคนนั้นจะต้องเป็นคนรับผิดชอบ เราไม่ได้ดูหลักฐานแค่พอจับ แต่เรามองไปถึงว่ามีหลักฐานพอฟ้องให้ศาลลงโทษจำเลย ฝากไปถึงตัวคนร้าย ขอให้ท่านนอนเครียดต่อไปเพราะตำรวจยังคงสืบสวนอยู่ ยืนยันว่าเราไม่เลิก เราจะทำความจริงให้ปรากฏให้ได้ ภายใต้กรอบของกฎหมาย”ผบ.ตร.ระบุ

เมื่อถามว่านายไชย์พล วิภา หรือ ลุงพล เป็นผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้หรือไม่ พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่า ตามพยานหลักฐาน ตำรวจยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า ใครเป็นผู้ก่อเหตุในคดีนี้ และยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหากับบุคคลใด ดังนั้นทุกคนถือเป็นผู้บริสุทธิ์หมด ส่วนที่มีการระบุว่า นายไชย์พล เป็นจำเลยสังคม ต้องถามกลับไปว่าใครเป็นคนกำหนดให้นายไชย์พล เป็นจำเลยสังคม

พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่า ในการสืบสวนมีสมมติฐาน 3 ข้อ คือ ผู้ก่อเหตุต้องเป็นคนใกล้ชิดกับน้องชมพู่ หรือ น้องชมพู่ถูกบังคับพาตัวไป หรือเป็นไปได้ทั้งสองอย่าง นอกจากนี้ ยังมั่นใจว่า ผู้ก่อเหตุต้องมีความเชี่ยวชาญในพื้นที่รู้จักภูเขาที่พบศพอย่างดี ส่วนแรงจูงใจในการก่อเหตุ ตำรวจคงต้องสอบสวนขยายผลต่อทั้งประเด็น แรงจูงใจในเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ หรือความขัดแย้งของบุคคลใกล้ชิดกับน้องชมพู่ ในการสืบสวนเราคิดถึงหลักลอจิกธรรมดา วันเวลา ที่เด็กหาย เราต้องดูว่าใครเข้าถึงตรงนั้นได้บ้าง เพราะปกติน้องไม่ไปไหนกับใครที่ไม่รู้จัก ซึ่งบุคคลที่อยู่กับน้องเป็นคนสุดท้าย ประมาณ 10-11 คน เราเจอครบหมดแล้ว

ต่อข้อถามว่าตำรวจมีข้อสงสัยหรือบุคคลต้องสงสัยอยู่ในใจหรือไม่ ผบ.ตร กล่าวว่า ยอมรับว่ามี แต่ทั้งนี้ คงไม่สามารถเปิดเผยได้ ยอมรับว่าคดีนี้เป็นที่สนใจของสังคม จึงทำให้การสืบสวนคดีทำได้ยาก เพราะมีกลุ่มบุคคลจำนวนมากเข้าไปเกี่ยวข้องในพื้นที่ แต่ย้ำว่า ตำรวจจะยังคงสืบสวนและเก็บรวบรวมพยานหลักฐานในคดีนี้ต่อไป

ส่วนผลการตรวจสอบเส้นผมที่พบในจุดเกิดเหตุ กองพิสูจน์หลักฐาน ได้นำเส้นผมดังกล่าว ไปตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยยืนยันได้ว่า นอกจากเส้นผมของน้องชมพู่แล้ว ยังพบเส้นผมของบุคคลอื่นในจุดเกิดเหตุ ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับบุคคลทางฝั่งของแม่น้องชมพู่ แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นของบุคคลใด

ด้าน พ.ต.อ.วาที อัศวุตมางกุร หัวหน้ากลุ่มงานตรวจเลือด ชีวเคมี และเขม่าดินปืน สถาบันนิติเวชวิทยา กล่าวว่า คดีนี้มีการส่งตัวอย่างวัตถุพยาน 257 รายการ มาตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งมีการตรวจดีเอ็นเอแล้วทั้งหมด การตรวจเส้นผมจากที่เกิดเหตุ ไม่พบรากผม จึงใช้วิธีตรวจหาไมโตคอนเดรียดีเอ็นเอได้อย่างเดียว ผลที่ออกมาสามารถยืนยันความสัมพันธ์ทางสายของมารดาเพียงอย่างเดียว

ในจุดเกิดเหตุ กองพิสูจน์หลักฐาน ได้นำเส้นผมดังกล่าว ไปตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยยืนยันได้ว่า นอกจากเส้นผมของน้องชมพู่แล้ว ยังพบเส้นผมของบุคคลอื่นในจุดเกิดเหตุ ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับบุคคลทางฝั่งของแม่น้องชมพู่ แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นของบุคคลใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีการฉายวิดีทัศน์ สรุปเหตุผลว่า น้องชมพู่ไม่สามารถเดินขึ้นไปบนจุดพบศพบนภูเหล็กไฟได้ด้วยตนเอง มีเหตุผลสรุป ดังนี้

1.เส้นทางที่ยากลำบากเกินความสามารถของน้องชมพู่ มีเนินชันมากกว่า 60 องศา ขวางกั้นในทุกเส้นทาง
2พลังงานจากอาหารมื้อสุดท้ายที่น้องชมพู่รัประทานไปไม่เพียงพอต่อการเดินไปบนจุดพบศพ
3.ประสบการณ์ชาวบ้านยืนยันว่าเด็ก 3 ขวบ จะปีนป่ายไปถึงได้แค่ชั้นที่ 2 ของภูเหล็กไฟเท่านั้น
4.กรณีศึกษาการหลงป่า ของ นางทิน เชื้อคมตา ชาวบ้านกกตูม ชาวบ้านสามารถหาได้เจอภายในคืนเดียว
5.แพทย์ผู้ชันสูตรและกุมารแพทย์ ยืนยืนว่า พัฒนการของเด็กอายุ 3 ขวบ ไม่สามารถที่จะเดินขึ้นไปเองได้
6.สภาพศพที่เปลือยกาย ซึ่งบิดาและมารดาของน้องชมพูยืนยันว่าน้องชมฟูไม่สามารถถอดเสื้อเองได้
7.พยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ ที่ตรวจพบเส้นผมน้องชมพู่ถูกตัดด้วยมีด เชื่อได้ว่าเป็นการกระทำของบุคคลอื่น
8.นิสัยส่วนตัวของน้องชมพู่ กลัวที่สูง และกลัวป่า ที่ผ่านมาของน้องชมพู่ไม่เคยไปในป่าหลังบ้านเลยสักครั้ง

สำหรับวิดิทัศน์ชุดที่ 2 และ 3 เกี่ยวกับการรวบรวมวัตถุพยานต่างๆ ในคดี และผลการชันสูตรศพโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่มีการจำลองและการทดสอบทางนิติวิทยาศาสตร์รวมทั้ง การตรวจสอบทางด้านกีฏวิทยา (แมลง)​ เกี่ยวกับการเสียชีวิตของน้องชมพู่ มาเปิดเผย โดยผลการชันสูตร​พอจะระบุช่วงเวลาการเสียชีวิตได้ว่า น้องชมพู่ เสียชีวิตในช่วงเวลาประมาณ14 นาฬิกาของวันที่ 12 พ.ค.จนถึงช่วงเวลาประมาณ 14.00 น.ของวันที่ 13 พ.ค.และแพทย์ ยังระบุอีกว่า ไม่พบร่องรอยบาดแผลที่ทำให้เสียชีวิต และไม่พบร่องรอยการถูกล่วงละเมิดทางเพศ แต่จากการสอบสวน แพทย์ผู้ชันสูตร​ฯ ให้ความเห็นว่าน้องชมพู่ อาจเสียชีวิตจากการขาดน้ำและอาหาร

ขณะที่นายไชย์พล วิภา หรือ ลุงพล พร้อมนางสมพร หลาบโพธิ์ หรือ ป้าแต๋น และนายกฤษฏา โลหิตดี หรือ ทนายโนบิ พร้อมหมอปลา เดินทางมาฟังการแถลงข่าวด้วย ซึ่งตลอดการฟังคำแถลงได้นั่งจดประเด็นที่เจ้าหน้าที่แถลง โดยเฉพาะเรื่องช่วงเวลาที่น้องชมพู่หายตัวไป เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2563 ช่วงเวลาประมาณ 09.49 น. ถึง 10.11 น. ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวตัวเอง ไม่ได้อยู่ในบ้านกกกอก ประเด็นดีเอ็นเอจากเส้นผมที่พบในตัวน้องชมพู่ ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นของบุคคลใดระบุได้เพียงเป็นญาติทางฝั่งแม่ 2 ประเด็นนี้ทำให้ลุงพลมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตัวเอง

นายไชย์พล กล่าวภายหลังแถลงการข่าว ว่า ไม่อยากกังวลใจอะไรมาก ในการแถลงท่านไม่ได้เปิดโอกาสให้เราถามอะไรมาก แค่อยากถามสั้นๆ เท่านั้น ว่า ผลการตรวจดีเอ็นเอ ตรงกับผู้หญิงฝ่ายแม่เท่านั้น ซึ่งไม่เกี่ยวกับลุงอยู่แล้ว โดย ผบ.ตร. บอกแล้วว่า ใครเป็นผู้ต้องสงสัย ดังนั้น ก็เป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งหมด สบายใจเพราะดีเอ็นเอเป็นฝ่ายผู้หญิง

ด้านนางสมพร กล่าวว่า ไม่ได้รู้สึกกังวล หลังจากตำรวจแถลงเรื่องผลดีเอ็นเอเส้นผมที่พบใกล้ศพน้องชมพู่ว่าเป็นญาติทางฝั่งแม่พร้อมระบุว่าในบรรดาพี่น้อง 5 คน ตัวเองมั่นใจว่าสัมผัสและยุ่งเกี่ยวกับน้องชมพู่ 2 วันก่อนที่น้องจะหายตัว ตัวเองอาบน้ำให้น้องชมพู่แล้ววันที่ขึ้นเขาภูเหล็กไฟไปค้นหาไม่มีญาติพี่น้องทางฝั่งแม่ขึ้นไปด้วย